2007/Dec/11

ชื่อ น.ส. ชยาภรณ์ อัครวุฒิ ชั้น ม.4/1 เลขที่ 18

วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น

ลักษณะวรรณคดีวรรณคดีสำคัญในสมัยอยุธยาตอนต้นส่วนใหญ่มีเรื่องเกี่ยวกับศาสนา พิธีกรรมและพระมหากษัตริย์จึงมีเนื้อหาคล้ายวรรณคดีสมัยสุโขทัย ส่วนลักษณะการแต่งต่างกับวรรณคดีสุโขทัยเป็นอย่างมาก วรรณคดีในสมัยนี้แต่งด้วยร้อยกรองทั้งสิ้น คำประพันธ์ที่ใช้มีเกือบทุกชนิด คือ โคลง ร่าย กาพย์ และฉันท์ ขาดแต่กลอน ส่วนใหญ่แต่งเป็นลิลิต คำบาลี สันสกฤต และเขมรเข้ามาปะปนในคำไทยมากขึ้นวรรณคดีสำคัญในสมัยนี้ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และความเคลื่อนไหวทางวรรณคดี
                สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงตั้งกรุงศรีอยุธยา ๑๘๙๓ แต่งลิลิตโองการแช่งน้ำ
                สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงตีได้เมืองเชียงชื่น (เชลียง) ๒๐๑๗ แต่งลิลิตยวนพ่าย (สันนิษฐาน)
                สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้ฉลองวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (ที่พิษณุโลก) ๒๐๒๕ แต่งมหาชาติคำหลวง แต่งลิลิตพระลอ (สันนิษฐาน)
                สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ ซึ่งเป็นพระราชโอรสขึ้นครองราชย์ ๒๐๓๑ แต่งโคลงทวาทศมาส (สันนิษฐาน)
                สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งเป็นพระราชอนุชาขึ้นครองราชย์ ๒๐๓๔ แต่งลิลิตยวนพ่าย (สันนิษฐาน) แต่งโคลงกำสรวล (สันนิษฐาน) แต่งลิลิตพระลอ (สันนิษฐาน) ๒๐๖๐ แต่งโคลงหริภุญชัย (สันนิษฐาน)

                     ๑. ลิลิตโองการแช่งน้ำ

                    เรื่องย่อ เริ่มต้นด้วยร่ายดั้นโบราณ ๓ บท สรรเสริญพระนารายณ์ พระอิศวร  พระพรหมตามลำดับ ต่อจากนั้น บรรยายด้วยโคลงห้า และร่ายดั้นโบราณสลับกัน กล่าวถึงไฟไหม้โลกเมื่อสิ้นกัลป์แล้วพระพรหมสร้างโลกใหม่ เกิดมนุษย์ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ การกำหนดวัน เดือน ปี และการเริ่มมีพระราชาธิบดีในหมู่คน แล้วอัญเชิญพระกรรมบดีปู่เจ้ามาร่วมเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ตอนต่อไปเป็นการอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เรืองอำนาจมี พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ เทพยาดา อสูร ภูตปีศาจ ตลอดจนสัตว์มีเขี้ยวเล็บเป็นพยาน ลงโทษผู้คิดคดกบฏต่อพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนผู้ซื่อตรงภักดี ขอให้มีความสุขและลาภยศ ตอนจบเป็นร่ายยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน

                    ๒. มหาชาติคำหลวง

                    เรื่องย่อ แบ่งออกเป็น ๑๓ ตอน ซึ่งเรียกว่ากัณฑ์ดังนี้

                    กัณฑ์ทศพร เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเสด็จไปเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ต่อจากนั้นเสด็จไปโปรดพุทธบิดา และพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ เกิดฝนโบกขพรรษ พระสงฆ์สาวกกราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดงเรื่องพระเวสสันชาดก เริ่มตั้งแต่เมื่อกัปที่ ๙๘ นับเป็นแต่ปัจจุบัน พระนางผุสดีซึ่งจะทรงเป็นพระมารดาของพระเวสสันดร ทรงอธิฐานขอเป็นมารดาของผู้มีใจบุญ จบลงตอนพระนางได้รับพระ ๑๐ ประการจากพระอินทร์

                    กัณฑ์หิมพานต์  พระเวสสันดรทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสัญญชัยกับพระนาวผุสดี แห่งแคว้นสีวีราษฎร์ประสูติตรอกพ่อค้า เมื่อพระเวสสันดรได้เวนราชสมบัติจากพระมารดา  ได้พระราชทานช้างปัจจัยนาคแก่กษัตริย์แห่งแคว้นกลิงรางราษฎร์ ประชาชนไม่พอใจ พระเวสสันดรจึงถูกเนรเทศไปอยู่ป่าหิมพานต์

                    กัณฑ์ทานกัณฑ์ ก่อนเสด็จไปอยู่ป่า พระเวสสันดรได้พระราชทานสัตตดกทาน คือ ช้าง ม้า รถ ทาสชาย ทาสหญิง โคนม และนางสนม อย่าง ๗๐๐

                    กัณฑ์วนประเวสน์ พระเวสสันดรทรงพาพระนางมัทรีพระชายา พระชาลีและพระกันหาพระโอรสพระธิดา เสด็จจากเมืองผ่านแคว้นเจตราษฏร์จนเสด็จถึงเขาวงกตในป่าหิมพานต์

                    กัณฑ์ชูชก ชูชกพราหมณ์ขอทานได้นางอมิตดาเป็นภรรยา นางใช้ให้ไปขอสองกุมาร ชูชกเดินทางไปสืบข่าวในแคว้นสีวีราษฏร์ สามารถหลบหลีกการทำร้ายของชาวเมือง พบเจตบุตร ลวงเจตบุตร ให้บอกทางไปยังเขาวงกต

                    กัณฑ์จุลพน ชูชกเดินทางผ่านป่าตามเส้นทางตามที่เจตบุตรแนะจนถึงทีอยู่ของอัจจุตฤษี

                    กัณฑ์มหาพน ชูชกลวงอัจจุจฤษี ให้บอกทางผ่านป่าใหญ่ไปยังที่ประทับของพระเวสสันดร

                    กัณฑ์กุมาร ชูชกทูลขอสองกุมาร ทุบตีสองกุมารเฉพาะพรพักตร์พระเวสสันดร แล้วพาออกเดินทาง

                    กัณฑ์มัทรี พระนางมัทรีเสด็จกลับมาจากหาผลไม้ที่ป่า ออกติดตามสองกุมารตลอกคืน จนถึงทางวิสัญญีเฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดร เมื่อทรงพื้นแล้ว พระเวสสันดรเล่าความจริงเกี่ยวกับสองกุมาร พระนางทรงอนุโมทนาด้วย

                    กัณฑ์สักกบรรพ พระอินทร์ทรงเกรงว่าจะผู้ที่มาพระนางมัทรีไปเสีย ทรงแปลงเป็นพราหมณ์ชรามาทูลของพระนางมัทรีแล้วฝากไว้ที่พระเวสสันดร

                    กัณฑ์มหาราช ชูชกเดินทางเข้าแคว้นสีวีราษฎร์ พระเจ้าสญชัยทรงไถ่สองกุมาร ชูชกได้รับพระราชทานเลี้ยง และถึงแก่กรรมด้วยการบริโภคอาหารมากเกินควร

                    กัณฑ์ฉกษัตริย์ พระเจ้าสัญญชัย พระนางผุสดี พระชาลี และพระกันหา เสด็จไปทูลเชิญพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับ เมื่อกษัตริย์หกพระองค์ทรงพบกัน ก็ทรงวิสัญญี  ต่อฝนโบกขพรรษตก จึงทรงฟื้นขึ้น

                    กัณฑ์นครกัณฑ์ กษัตริย์ทั้งหกพระองค์เสด็จกลับพระนคร พระเวสสันดรได้ครองราชย์ดังเดิม บ้านเมืองสมบูรณ์พูนสุข

                    ๓. ลิลิตยวนพ่าย

                    เรื่องย่อ ตอนต้นกล่าวนมัสการพระพุทธเจ้าและนำหัวข้อธรรมมาแจกแจงทำนองยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่า ทรงคุณธรรมข้อนั้น ๆ กล่าวถึงพระราชประวัติ ตั้งแต่ประสูติจนได้ราชสมบัติ ต่อมาเจ้าเมืองเชียงชื่น(เชลียง)เอาใจออกหาง นำทัพเชียงใหม่มาตีเมืองชัยนาท แต่ถูกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตีแตกกลับไป และยึดเมืองสุโขทัยคืนมาได้ แล้วประทับอยู่เมืองพิษณุโลก เสด็จออกบวชชั่วระยะหนึ่ง ต่อจากนั้นกล่าวถึงการทำสงครามกับเชียงใหม่อย่างละเอียดครั้งหนึ่ง แล้วบรรยายเหตุการณ์ทางเชียงใหม่ ว่าพระเจ้าติโลกราชเสียพระจริต ประหารชีวิตหนานบุญเรืองราชบุตร และหมื่นดังนครเจ้าเมืองเชียงชื่น ภรรยาหมื่นดังนครไม่พอใจ ลอยมีสารมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและขอกองทัพไปช่วย พระเจ้าติโลกราชทรงยอทัพมาป้องกันเมืองเชียงชื่น เสร็จแล้วเสด็จกลับไปรักษาเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงกรีธาทัพหลวงขึ้นไปรบตีเชียงใหม่พ่ายไปได้เมืองเชียงชื่น ตอนสุดท้ายสรรเสริญพระบารมีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอีกครั้งหนึ่ง

                    ๔. ลิลิตพระลอ

                    เรื่องย่อ เมืองสรวงและเมืองสรองเป็นศัตรูกัน พระลอกษัตริย์เมืองสรวงทรงพระสิริโฉมยิ่งนัก จนเป็นที่ต้องพระทัยพระเพื่อนพระแพงราชธิดาของท้าวพิชัยพิษณุกรกษัตริย์แห่งเมืองสรอง นางรื่นนางโรยพระพี่เลี้ยงได้ขอให้ปูเจ้าสมิงพรายช่วยทำเสน่ห์ให้พระลอเสด็จมาเมืองสรวง เมื่อพระลอต้องเสน่ห์ได้ตรัสลาพระนางบุญเหลือพระราชมารดา และนางลักษณวดีมเหสี เสด็จไปเมืองสรองพร้อมกับนายแก้งนางขวัญพระพี่เลี้ยง

                    พระลอทรงเสี่ยวน้ำที่แม่น้ำกาหลง ถึงแม้จะปรากฏรางร้ายก็ทรงผืนพระทัยเสด็จต่อไป ไก่ผีของปูเจ้าสมิงพรายล่อพระลอกับนายขวัญและนายแก้วไปจนถึงสวนหลวง นางรื่นนางโรยออกอุบายลอบนำพระลอกับนายแก้วและนายขวัญไปไว้ในตำหนักของพระเพื่อนพระแพง

                    ท้าวพิชัยพิษณุกรทรงทราบเรื่องก็ทรงพระเมตตารับสั่งจะจัดการอภิเษกพระลอกับพระเพื่อนและพระแพงให้ แต่พระเจ้าย่าเลี้ยงของพระเพื่อนพระแพงยังทรงพยาบาลพระลอ อ้างรับสั่งท้าวพิชัยพิษณุกรตรัสสั่งใช้ให้ทหารไปรุมจับพระลอ พระเพื่อนพระอพงและพระพี่เลี้ยงทั้งสี่ช่วยกันต่อสู้จนสิ้นชีวิตทั้งหมดท้าวพิชัยพิษณุกรทรงพระพิโรธพระเจ้าย่าและทหาร รับสั่งให้ประหารชีวิตทุกคน พระนางบุญเหลือทรงส่งทูตมาร่วมงานพระศพกษัตริย์สาม ในที่สุดเมืองสรวงและเมืองสรองกัลป์เป็นไมตรีต่อกัน

                    ๕. โคลงกำสรวล

                    เรื่องย่อ เริ่มด้วยร่ายสดุดีกรุงศรีอยุธยาว่ารุ่งเรืองงดงาม เป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนา ราษฎร์สมบูรณ์พูนสุข ต่อจากนั้นกล่าวถึงการที่ต้องจากนาง แสดงความห่วงใย ไม่แน่ใจว่าควรจะฝากนางไว้กับผู้ใดเดินทางผ่านตำบลหนึ่ง ๆ ก็รำพันเปรียบเทียบชื่อตำบลเข้ากับความอาลัยที่มีต่อนาง ตำลบที่ผ่าน เช่น บางกะจะ เกาะเรียน ด่านขนอน บางทรนาง บางขดาน ย่านขวาง ราชคราม ทุ่งพญาเมือง ละเท เชิงราก  นอกจากนี้ได้นำบุคคลในวรรณคดีมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในชีวิตของตน เกิดความทุกข์ระทมที่ยังไม่พบได้นางอีกอย่างบุคคลในวรรณคดีเหล่านั้น โดยกล่าวถึง พระรามกับนางสีดา พระสูตรธนู(สุธนู)กับนางจิราประภา และพระสมุทรโฆษกกับนางพิษทุมดีว่าต่างได้อยู่ร่วมกันอีก ภายหลังที่ต้องจากกันชั่วเวลาหนึ่ง การพรรณนาสถานที่สิ้นสุดลงโดยที่ไม่ถึงนครศรีธรรมราช

                    ๖. โคลงทวาทศมาส

                    เรื่องย่อ โคลงเรื่องนี้ได้ชื่อว่าทวาทศมาส เพราะพรรณนาถึงความรักความอาลัยรัก และพิธีกรรมต่าง ๆ ในรอบสิบเดือน ทวาทศมาสแปลว่าสิบสองเดือน ตอนต้นสรรเสริญเทพเจ้า และพระเจ้าแผ่นดิน ชมความงามของนางที่ต้องจากมา กล่าวถึงบุคคลในวรรณคดี เช่น พระอนิรุทธ์ พระสมุทรโฆษ พระสุธนู พระสูตรธนู แล้วแสดงความน้อยใจที่ตนไม่อาจไปอยู่ร่วมกับนางอีกอย่างบุคคลเหล่านั้น ตอนต่อไปนำเหตุการณ์ต่าง ๆ และลมฟ้าอากาศในรอบปีหนึ่งๆ ตั้งแต่เดือน ๕ ถึง เดือน ๔ มาพรรณนา เดือนใดมีพิธีอะไรก็นำมากล่าวไว้ละเอียดลออ เช่น เดือนสิบเอ็ดมีพิธีอาศวยุช เดือนสิบสองมีพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป เดือนยี่ประกอบพิธีตรียัมปวาย และเดือนสี่กระทำพิธีตรุษ เป็นต้น ต่อจากนั้นถามข่าวคราวของนางจาก ปี เดือน วัน และยาม ขอพระเทพเจ้าให้ได้พบนาง ตอนสุดท้ายกล่าวสรรเสริญพระบารมีพระเจ้าแผ่นดิน

                    ๗. โคลงหริภุญชัย

                    เรื่องย่อ โคลงหริภุญชัยบรรยายความรู้สึกที่ต้องจากหญิงรักไปนมัสการพระธาตุหริภญชัย ที่เมืองหริภุญชัย(ลำพูน)ก่อนออกเดินทางไปนมัสการลาพระพุทธสิหิงค์ขอพระพระมังราชหรือ พระมังรายซึ่งสถิต ณ ศาลาเทพารักษ์ นมัสการลาพระแก้วมรกต เมื่อเดินทางพบสิ่งใดหรือตำบลใดก็พรรณาคร่ำครวญรำพันรักไปตลอด จนถึงเมืองหริภุญชัยได้นมัสการพระธาตุ สมความตั้งใจ บรรยายพระธาตุ งานสมโภชพระธาตุ ตอนสุดท้ายลาพระธาตุกลับเชียงใหม่

ขอบคุณที่มาจาก : http://www.nuanphun.com/no102.html และhttp://ecurriculum.mv.ac.th/thai/m.5/unit5/lesson6/thonburi/thonburi1/thonburi1.htm

edit @ 11 Dec 2007 06:47:38 by ** BetaDiNe **

edit @ 11 Dec 2007 06:49:08 by ** BetaDiNe **

2007/Nov/20

 ชื่อ น.ส. ชยาภรณ์ อัครวุฒิ ชั้น ม.4/1 เลขที่ 18

-----------------------------------------------------------------------------------

ร้าน Lonlipop Crystal Bead

              99/9 หมู่ 9 ถนนยุนโฮ แขวงดงบังชินกิ

เขตเกาหลี กรุงเทพฯ 99999 ประเทศไทย

                                                                     20   พฤศจิกายน   2550 

เรื่อง     การเปิดร้าน Lonlipop Crystal Bead

เรียน    คุณ ธนาภรณ์ หรรษวรพงศ์                

            ผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท ยินดียิ่ง จำกัด

            เลขที่ 1  ถนนแจจุง แขวงซากุระอิ เขตฮายาโตะ

            กรุงเทพฯ 11111

            เนื่องด้วยทางร้าน  Lonlipop Crystal Bead มีกำหนดการที่

จะเปิดร้านอย่างเป็นทางการ ในวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 

เวลา 9.09 น. จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะขอเรียนเชิญท่านซึ่งเป็น

ผู้มีอุปการคุณ และให้การสนับสนุนกิจการของร้านเราอย่างดีมา

ดยตลอด มาร่วมเป็นเกียรติกับทางร้านฯ เนื่องในโอกาสวันเปิดร้าน

ใหม่อย่างเป็นทางการ ณ ที่ทำการของร้านตามที่อยู่บนหัวจดหมาย

ด้านบนด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง

            จึงเรียนมาเพื่อทราบ หากท่านมีข้อขัดข้องหรือสงสัย

ประการใด กรุณาติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณมนัญชยา โทร. 032-425404

ได้ทุกวันตั้งแต่ 9.00 17.00 น. ทางร้านฯ ขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณ

ในความอนุเคราะห์ที่ท่านได้มีต่อทางร้านฯ ด้วยดีตลอดมา และหวัง

เป็นอย่างยิ่งว่า จะได้มีโอกาสรับใช้ท่านในโอกาสต่อ ๆ ไป

ขอแสดงความนับถือ

ชยาภรณ์ อัครวุฒิ

(นางสาวชยาภรณ์ อัครวุฒิ)

เจ้าของร้าน Lonlipop Crystal Bead

 

edit @ 20 Nov 2007 20:02:45 by ** BetaDiNe **

2007/Nov/01

ชื่อ น.ส. ชยาภรณ์ อัครวุฒิ ชั้น ม.4/1 เลขที่ 18 

                     เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของเราระหว่างปิดเทอมเดือนตุลาคม 50 เรื่องเริ่มจากว่า พอสอบเสร็จได้ 1 วันเราก็ต้องไปทำงาน Math Gifted กับเพื่อน ๆ Gifted ทุกคน วันนั้นพวกเราทำงานกันจนเย็น (บางคนถึงกับมืดค่ำ) กลับบ้านไปก็ไปจัดของเตรียมตัวที่จะไปเข้าค่าย Math Gifted ในวันถัดไปนั่นคือวันอาทิตย์ที่ 30 ก.ย. (ไปที่วังรีรีสอร์ท จ. นครนายก) แล้วก็ต้องกลับวันที่ 2 ต.ค. กัน ตอนแรกที่ยังไม่ได้ไปเข้าค่ายก็นึกว่าค่ายนี้ไม่น่าไปคงจะไม่สนุก สงสัยจะมีแต่วิชาการ แต่สิ่งที่ไปสัมผัสและร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนใหม่ที่พบที่ค่ายหรือเพื่อนรร.เดียวกันก็ตาม ก็ทำให้เราได้รู้ว่าค่ายนี้ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด สอนให้เราได้รู้ในหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความสามัคคี มิตรภาพของเพื่อน และเรายังถือว่าได้ไปเที่ยวอีกด้วย ได้เดินไปดูน้ำตก นั่งกินนั่งคุยกับเพื่อน ๆ และยังมีโค้ดลับที่เราคิดว่าเราจะไม่มีวันลืม (รึเปล่า) เราคิดว่าเพื่อน ๆ Gifted ทุกคนคงจำกันได้นะ^^ เพื่อนที่ไม่ได้อยู่ Math Gifted อาจจะคิดว่าเราโชคร้ายมีงานให้ทำมากมาย (ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น) แต่พอได้เจอประสบการณ์ดีดีมากมายที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ก็ทำให้เราคิดว่าเราไม่เสียใจที่ได้อยู่ Math Gifted เลย (แต่บางทีงานมันเยอะมากก็หงุดหงิดเหมือนกัน) จากนั้นพอถึงวันกลับทางรร.ได้จอดแวะให้ซื้อของกินกลับบ้านไปฝากคนที่บ้าน (หรือกินเองก็ตามแต่^^) เราก็ซื้อของมาฝากแม่ด้วยแต่สุดท้ายก็นั่งกินเองไปซะเยอะเลย เรากลับถึงเพชรบุรีประมาณ 1 ทุ่มกลับถึงบ้านก็เหนื่อยนะ แต่ก็ยังไม่ได้นอนอยู่ดีเพราะต้องจัดของต่อไปเข้าค่ายวิทย์อีก 3 วัน ซึ่งค่ายนี้จัดขึ้นที่รร.เบญจมฯ เลย แต่มีออกนอกสถานที่ในวันที่ 2 ด้วย ค่ายนี้มีวันที่ 3 - 5 ต.ค. ซึ่งวันแรกก็ไปเข้าตามฐานต่าง ๆ ฐานแรกที่เราเข้าทำกิจกรรมจะเป็นฐานปฏิบัติการของวิชาเคมี ฐานต่อไปก็ชีวะ, ฟิสิกส์ และสุดท้ายก็โลกและดาราศาสตร์ จากนั้นอาจารย์ก็ปล่อยให้ไปอาบน้ำ จัดของ กินข้าว แล้วพอตอนกลางคืนก็ต้องเข้าฐานต่าง ๆ แบ่งเป็นสองฐานใหญ่จะมีอัจฉริยครึ่งคืน กับ ยอดคนสมองเพชร (อันนี้ไม่แน่ใจชื่อนะ) จากนั้นมีประชุมนิดหน่อยก็เข้านอน ตื่นเช้ามาก็ตกใจนะ (แต่ก็แอบดีใจ) คือว่าความจริงแล้วต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 หรือ 6 โมงประมาณเนี้ยเพื่อออกกำลังกาย แต่พอดีฝนตกเลยไม่ต้อง เราก็จัดการกันไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็กินข้าวเช้ากันเพื่อเตรียมลุยต่อในวันที่ 2 ของค่าย วันนี้เราได้ออกนอกสถานที่กัน เรานั่งรถ 2 แถวไปรร.บางตะบูนเพื่อรับความรู้ในเรื่องของป่าชายเลนกัน เราได้ลองกินพืชแปลก ๆ อีกด้วย จากนั้นเราก็นั่งเรือเพื่อไปบ้านคุณตาคนหนึ่งที่อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม คุณตาคนนี้เป็นคนที่ทำถ่านจากไม้โกงกางเป็นถ่านคุณภาพดี และยังได้ไปดูการนำควันมาทำน้ำส้ม อีกทั้งยังมีการจับหอยแครงตัวโต ๆ (น่ากินจริงๆ) อีกด้วย จากนั้นเราก็นั่งเรือกันไปถึงปากอ่าวไทยด้วย (การนั่งเรือครั้งแรกในชีวิตช่างน่าประทับใจจริง ๆ) แต่พอตอนขากลับแล้วเราสังเกตเพื่อน ๆ รวมทั้งตัวเราด้วยว่าแต่ละคนล้วนเหนื่อยกันหมด เพราะ พอขึ้นรถ 2 แถวกลับรร.พวกเราหลาย ๆ คนสัปหงก หรือ หลับกันไปเลยก็มี พอมาถึงรร.เราก็ไปอาบน้ำ แล้วกินข้าวกัน จากนั้นก็มีวิทยากรณ์มาพูดเรื่องของโครงงานให้ฟัง แล้วก็ให้พวกเราจับกลุ่ม 3 คน คิดโครงงานกัน 1 โครงงาน จากนั้นพอบรรยายจบแล้วพวกเราก็มีการสวดมนต์นอนก่อนนอนกันด้วย คืนนั้นหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยไปอีกวัน ตื่นมาวันใหม่นี้ก็ไม่มีอะไรมากอาบน้ำ กินข้าว อภิปรายอะไรกันอีกนิดหน่อย ก็ถึงเวลาดีใจกัน เราจะได้กลับบ้านกันแล้ว แต่พอกลับถึงบ้านเราก็ต้องมานั่งจัดของเตรียมตัวไปกรุงเทพฯ ต่อ ชีวิตช่างแสนเศร้านัก เหนื่อยจัง พอไปถึงกรุงเทพฯ อยู่เป็นเพื่อนคุณยายได้ไม่กี่วันก็ไปเรียนพิเศษ ซึ่งเราก็เรียนเพียงวิชาเดียว ก็นึกว่าคงไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอก แต่สุดท้ายความซวยก็บังเกิด เดิน ๆ อยู่ดีดี ก็ก้าวพลาดตกทางเท้า ลุกขึ้นมาอีกทีก็เดินไม่ได้แล้ว พอไปหาหมอ หมอบอกว่าเอ็นอักเสบ เส้นเลือดฝอยแตก เลือดเลยคั่ง ทำให้เท้าบวมเบ้อเร่อ ตอนวันแรก ๆ ก็ใช้ไม้ค้ำ แต่พอใช้ก็เกิดอาการตรงรักแร้ช้ำเลยไม่สามารถใช้ไม้ค้ำได้อีก ไม่รู้ว่าจะซวยไปถึงไหน แต่ก็ต้องทำใจ สุดท้ายก็ไปหาหมอจีนที่รักษาโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนของคุณพ่อ แล้วยังรักษาคุณพ่อตั้งแต่หนุ่ม ๆ อีกด้วย ส่วนเราก็รักษากับหมอจีนคนนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะตอนเด็ก ๆ เคยล้มแล้วตรงบริเวณก้นกบมันผิดปกติด้วย ตอนนี้ล้มก็เลยไปหาอีก คุณหมอทำให้เราเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำเลย แต่ก็ยังไม่สามารถโลดโผนได้เหมือนก่อน เพราะว่า มันช้ำภายในไม่ใช่เป็นกระดูกหักที่เข้าที่รอไม่นานก็หายจึงต้องใช้เวลาและต้องหมั่นไปหาเรื่อย ๆ ด้วย แล้วพอเข้าหน้าหนาวแบบนี้เลือดที่คั่งก็ยิ่งไม่ใหลเวียนเวลาหนาวยิ่งมากก็จะยิ่งปวด ทรมานจริงๆ เปิดเทอมมานี้ก็เลยเดี้ยงไปเลยแหละ ทำเอาพ่อกับแม่เป็นห่วงมาก ๆ เลย แต่ตอนนี้มาอยู่ใกล้ ๆ พ่อแม่ก็ดีใจ ก็อยากจะขอเตือนเพื่อน ๆ หรือผู้อ่านทุกท่านด้วยว่าทำอะไรก็ระวัง ระวังหน่อยละกันนะ เดี๋ยวจะเหมือนเราแล้วจะทรมานมากมายเลยค่ะ

edit @ 1 Nov 2007 22:47:47 by ** BetaDiNe **

edit @ 10 Dec 2007 21:25:56 by ** BetaDiNe **